“ask not what your country can do for you—ask what you can do for your country.” John F. Kennedy

“ask not what your country can do for you—ask what you can do for your country.”  John F. Kennedy 

จากอดีตประธานนาธิบดี คนที่ 35 ของอเมริกา

 

หลายคนคงจะรู้ถึงคำคมคำนี้ ว่ามีความหมายลึกซึ้งแค่ไหน  เพราะอเมริกาเป็นแหล่งของหลากหลายเชื้อชาติ.  คำคมคำนี้ถามว่า อย่าถามว่า ประเทศทำไรให้คุณได้บ้าง ให้ถามว่า คุณทำไรให้กับประเทศบ้าง.

 

 

ตีความจากความหมายของเราเอง   เช่น ประเทศอเมริกา หรือประเทศไหน ๆ มีอะไรให้กับเราบ้าง แล้วทำอะไรให้กับเราบ้าง  แทนที่จะถามคำถามนั้น เราควรถามตัวเองบ้างว่า  อ้าวแล้วเราทำอะไรให้ประเทศที่เราอยู่อาศัยเจริญบ้างละใช่เปล่า.  

 

มีหลายๆ คนที่มาอเมริกานานแล้ว หรือโดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งมาอเมริกา หรือกลุ่มเพิ่งแต่งงานกับอเมริกัน  ถามมาเยอะแยะว่า จะได้สิทธิประโยชน์อะไร แต่งงานกับอเมริกัน แล้วถ้าย้ายมาประเทศนี้ เราจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง  เป็นคำถามที่พบบ่อยมาก.

 

คนที่มาอยู่ก่อน ได้ประโยชน์จากสวัสดิการต่าง ๆ เช่น ประกันสุขภาพ เงินเกษียณไว้ใช้ยามชรา การที่ลูก ๆ ได้เข้าเรียนฟรีจนถึง มัธยมศึกษาปีที่หก  บางที่ได้เรียนวิทยาลัยฟรีด้วย ตามรัฐต่าง ๆ.

 

ภรรยาที่แต่งงานกับฝรั่ง ก็ได้รับสวัสดิการเงินเกษียณรูปแบบต่าง ๆ ที่มีให้ เพราะสามีได้ทำงานเก็บสะสมมาตลอดชีวิตและนำส่งเงินนั้นเข้ากองทุน ต่าง ๆ เช่นของรัฐบาลกลางมี Social Security Benefit ของทหารก็มี Veteran benefits; free tuition, health care, surviving spouse and children สารพัดผลประโยชน์  สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ใช่ว่าจะได้แบบอัตโนมัติ . ทหารต้องเคยไปรบ เคยรับราชการทหาร  คนทำงาน ก็ต้องทำงานประจำแล้วนำส่งเงินเข้ากองทุน.

 

เงินฟรีก็มีให้สำหรับคนยากจน รายได้ต่ำ เช่นอาหาร นมสำหรับเด็ก ค่าที่พักสำหรับหญิงและเด็ก ค่าประกันสุขภาพต่าง ๆ ทั้งในระบบรัฐที่เราอยู่อาศัยและระดับรัฐบาลกลาง  สำหรับคนที่อยู่อาศัยที่นี่ บางรัฐไม่ถามด้วยซ้ำ ว่าอยู่แบบถูกกฏหมายไม๊  บางรัฐถามมากต้องมีกรีนการ์ดอย่างน้อย ห้าปี ต้องเป็นซิติเซ่นของที่นี่

 

สาเหตุให้คนอยากมาทำงานแล้วโดด ด้วยวีซ่าสารพัดประเภท หรือไม่ก็เดินเข้ามาเหมือนคนตามชายแดน  มาตามคอนเทนเนอร์ก็มีนะคะ เห็นอยู่ เยอะมากมายหรือไม่ไม่ทราบค่ะ.  แต่ทราบว่ามีแน่นอน.

 

There is cost for everything ทุกอย่างมีต้นทุน

 

สวัสดิการและผลประโยชน์ต่าง ๆ นั้น ล้วนมีต้นทุน ว่า เอาเงินจากไหนมาจ่าย เหมือนบ้านเราประเทศไทยนะแหละค่ะ  รายได้หลัก ๆของแต่ละประเทศ ก็เหมือนกันทั่วโลกคือ “ภาษีอากร Taxes”   คนทำงานประจำเสียเต็มที่เลยค่ะ เพราะ กฏหมายบังคับให้หักและนำส่ง. 

 

 

คนเป็นเจ้าของกิจการก็หลบแบบหลายอย่าง ๆ เช่น ค่าใช้จ่ายเยอะเอามาหัก จากรายได้  ตามช่องทางที่มี. หลบได้บ้างแต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด เพราะถ้าหลบทั้งหมด  คุกก็ถามหาเลย (สงสัยพักนี้ รัฐบาลไม่ได้เพิ่มเงินจ้างเจ้าหน้าที่สืบสวน เลยหลบ ๆ หาย ๆๆ ).  คุกนี่ไม่ได้ขู่ค่ะ ใครเรียนด้านภาษีอากรจะทราบดี เพราะมีกรณีศึกษาเยอะมาก.

 

คนที่นี่ มีกรีนการ์ด มีใบทำงานถูกต้อง แต่ไม่อยากเสียภาษี เพราะ รับสวัสดิการแบบคนรายได้ต่ำ ก็เยอะ  รับไปค่ะ บางรัฐเขาก็ไม่ได้สืบสวนว่าจนจริงเปล่า บางรัฐเขาก็สืบสวนนะคะ ขอบอก อย่าชะล่าใจ 

 

กลุ่มที่โดด ไม่มีใบ ทำงาน รับเงินเต็ม ๆ ไม่เคยเสียภาษีก็เยอะค่ะ ทุกชาติเลยที่มาทำมาหารับประทานที่นี่  เนื่องจากไม่เห็นค่าของภาษีเลยไม่คิดจะเสีย อยากเสียแต่ไม่รู้จะทำยังไง ก็มีหลาย ๆ เหตุผลนะคะ

 

บางคนมาวีซ่าท่องเที่ยวแบบตั้งใจโดด เพื่อลูกจะได้เรียนที่อเมริกาฟรี ๆ  ไม่รู้ทราบหรือไม่ว่า เด็กเรียนฟรีได้แค่มัธยมศึกษาปีที่หก เท่านั้น เพราะมีกฏหมายจากรัฐบาลกลางห้ามกีดกันเด็ก   หมดอนาคตเลย พอจะไปเรียนมหาวิทยาลัย  ต้องไปที่ไหนหว่าให้เด็กโดดเรียนมหาวิทยาลัยกันวุ่นวาย  ยิ่งสมัยนี้อยู่ยากมากขึ้น กฏหมายไรใหม่ ๆ เยอะมาก  ล่าสุด ใครมาด้วยวีซ่า J, F   กลุ่มนักเรียน กลุ่ม มาทำงานเรียน ถ้าโดดไม่ให้ปรับสภาพอีก แต่งงานก็ปรับสภาพไม่ได้  เหมือนจะร้ายแรงมาก คนคงกลัวกันเนอะ.

 

คนมาด้วยวีซ่าอื่นๆ ก็ปล่อยให้ขาดเพราะอยากทำงานมีอนาคตที่ดี่  ต้องมาดูต่อไปว่า จะมีกฏหมายห้ามกลุ่มวีซ่าอื่นๆ ปรับสภาพหลังจากแต่งงานด้วยเปล่า ใครจะไปรู้. 

 

คนโดด ตั้งใจทำมาหากิน ไม่รบกวนใคร ไม่โอ้อวด  พยายามอยู่แบบสงบ ไม่เอาเปรียบคนอื่น ก็เยอะนะคะ  พยายามขอเลข ประจำตัวผู้เสียภาษีเพื่อจะได้ ทำกิจการของตัวเองเก็บเงิน อันนี้ก็เยอะ  รัฐที่เห็นเยอะมากที่แคลิฟอเนียค่ะ  เขาให้โอกาสคนไม่มีใบ มีใบอนุญาตลายเล่นต่างๆ พอมีลายเซ่น ขอเลข ประจำตัว ใบขับขี่ ทำงานอิสระ ของตัวเอง  เห็นไม๊ละคะ  คนกลุ่มนี้ที่สร้างสรรค์เขาก็เยอะ.  น่าสรรเสริญตรงที่ว่า เขายังช่วยจ่ายภาษีบ้างให้กับ รัฐเพราะมีกิจการ  แต่คนที่นี่นะสิ มีใบ ทำงาน ดันไม่อยากทำไรเลย รับสวัสดิการอย่างเดียว  หรือมา ก็ไม่ทำงาน เกาะผัวกิน ขอเงินเดือนผัว  ต่อมาผัวทิ้ง หมดเลย ทำไรไม่ได้เลย  วิ่งหาความช่วยเหลือไปทั่ว เมื่อเดือดร้อน  พอไม่เดือดร้อนทำตัวเป็นคุณนาย หรือปลีกวิเวกไม่สนใจชาวบ้าน  

 

เห็นไม๊ค่ะ  ถ้าคุณไม่เคยทำไรให้ใครเลย  แล้วใครจะมาช่วยคุณค่ะ  มันเป็นไปทั้งสองฝั่งนะคะ ทุกท่าน

 

มาสรุปกันนะคะ ว่า ทำไม เราถึงพูดเกี่ยวกับหัวข้อนี้

 

คือหงุดหงิดพอสมควรค่ะ ใครมาถามเรื่องผลประโยชน์ที่ตัวเองไม่เคยได้สะสมหรือสร้างมาเลย ไม่ได้ทำประโยชน์ให้ประเทศนี้เลย  ลองนึกว่าถ้าประเทศเป็นตัวคน แล้ว คนคนนั้น ถูกถามว่า จะมีประโยชน์อะไรให้ฉันบ้าง ฉัน แต่งงานกับลูกหลานยู  ฉัน ย้ายมาอยู่ในบ้านยู  เป็นคุณจะตอบไงค่ะ  จะตอบว่า ฉันรักทุกคน ฉันให้หมดทุกอย่าง แม้ว่าฉันจะไม่มีให้แล้ว ฉันจะไปกู้มาให้คุณ  ก็เหมือนประเทศที่เราอยู่ตอนนี้นะคะ  หนี้เท่าไร ก็ไม่รู้ เมื่อไหร่จะใช้หนี้หมด คงไม่มีใครทราบ.  คนเราถ้าจะไปถามขอสิทธิประโยชน์อะไร เราก็ควรมองตัวเรานิดหนึ่ง เราทำอะไรเป็นการตอบแทนไม๊   เราทำงาน เราเสียภาษีไม๊  เราช่วยคนเมื่อเรามีโอกาศไม๊  เราสอนให้คนรอบข้าง พัฒนาตนเอง ช่วยเหลือตนเองไม๊  เราทำอะไรให้สังคมน่าอยู่ขึ้นไม๊  คำถามเยอะแยะมากมาย

 

จะใช้สิทธิว่า ก็ฉันแต่งงานกับคนทีนี่ฉันก็ได้สิทธิสิ  ถ้าฉันไม่ได้สิทธิอะไร ฉันแต่งงานไปทำไม  ถ้าคุณทำอะไร เพื่อผลประโยชน์ทุกอย่าง  สักวันหนึ่ง ใครจะทำไรให้คุณเขาก็ต้องการผลประโยชน์นะคะ

 

คนคงหมั่นใส้ ว่า เราก็พูดได้หมดสิ มีใบนี่ทำงานถูกต้อง มีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่น  คุณทราบเปล่าค่ะ เราต้องผ่านไรมาบ้างกว่าจะได้วีซ่าคู่หมั้นมา แฟนเราเขาคนพิเศษ เราต้องฝ่าฝันเกือบมาไม่ได้  เราหาข้อมูลเอง ทำไรเอง  เกือบปีกว่าจะมาได้  กว่าจะได้กรีนการ์ดก็ปาเข้าไปเป็นปีนะคะ.  เราทำไรตามช่องค่ะ  พอมาก็ไม่ปล่อยให้มีลูกค่ะ จนกว่าจะแน่ใจว่าไปกันได้กับฝรั่ง ของเรามะ  ถ้าเรามีลูกติด เราก็คงไม่เอาลูกเรามากว่าเราจะแน่ใจคะคุณ  เราไม่กลัวลูกเราลำบากหรอกค่ะ เพราะเราก็ลำบากแต่เล็ก ๆ  เรานึกถึงเขามากกว่า เกิดอยู่กับสามีไม่ได้ หย่าแล้วทำไงหว่า  ภาษาก็แค่โอเค นึกถึงหมดค่ะทุกกรณีและความเป็นไปได้.

 

ไม่ได้ห้ามหรือตำหนิกลุ่มที่ขอสวัสดิการอะไรเลยนะคะ  แค่อยากบอกว่า สิทธิที่เรามีใช้ไปเลยคะ  วันใดวันหนึ่งที่เรามีโอกาสจะตอบแทนบ้างไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง เราควรตอบแทนคะ  การตอบแทนไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปเงินทอง  อยู่ในรูปแรงกาย อยู่ในรูปการช่วยเหลือ เยอะแยะค่ะ  ตัวอย่างคนมีตังค์เขาก็บริจาคเงิน  คนมีตังค์น้อยก็ช่วยด้านแรง  แบบนี้ก็คือการตอบแทนกลับไปยังสังคมเราค่ะ ถ้ามีแต่คนขอไม่มีคนรับ แล้ว สถานการณ์จะเป็นยังไงค่ะ  เหมือนเรามีบ้าน มีแต่ให้คนให้ลุก ถ้าลูก ๆ ไม่กลับมาดูแลเราเราจะทำไง  เราต้องเก็บส่วนของเราไว้ค่ะ  ไม่ต้องไปหวังพึ่งน้ำบ่อหน้า เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น   การช่วยคนเหมือนกัน การขอความช่วยเหลือเหมือนกัน  คุณควรจะสร้างแต่ตอนที่คุณมีอยุ่ คุณไม่เดือดร้อน พอถึงเวลาคุณเดือดร้อนก็จะมีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นให้คุณแคล้วคลาดค่ะ  หรือ คุณแทบจะไม่ได้รับความเดือดร้อนใด ๆ เลย  เพราะสิ่งที่คุณได้ทำให้กับประเทศ คนรอบข้าง มันจะเป็นภูมิคุ้มกันคุณค่ะ   คนรวย เขามีแต่รวยขึ้น เพราะเขามีเยอะเขาให้เยอะนะคะ ดูตัวอย่างเศรษฐีอเมริกาสิคะ  เขาบริจาคเงินเท่าไร.  คนไทยรวย ๆ ก็เยอะนะคะ (รวยมีหลายระดับวัดค่าตามความพอใจ)  เขาก็ข่วยสังคม ทำความดี ตลอดค่ะ ชีวิต ก็เจริญรุ่งเรือง  ไม่ต้องมาพึ่งสวัสดิการใด ๆ ของรัฐ เลย.    คนที่มีแต่รับไม่เคยให้ มันมีสิ้นสุดค่ะ ไม่มีทางที่คุณจะได้รับตลอดค่ะ  การคืนอาจจะมาหลาย ๆ รูปแบบ เราเป็นพุธนะคะ  เราเห็นมาเยอะ ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ใครทำอะไร เห็นแก่ตัวอย่างไร ชีวิตบั้นปลาย หรือชีวิต ก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ นะคะ ไม่รู้หาความสุขได้หรือเปล่า คนกลุ่มนี้.

 

ยิ่งพูดยิ่งสับสนจุดยืนของตัวเองอย่างรุนแรง

 

I always ask myself, what I can do to contribute to community/society., I do not have ton of money., but I do have knowledge. I m happy to do whatever I can for someone who deserve. I am not perfect., I do make mistakes, and learn from there.  It does not matter what people think about me., it is none of my business.