US Businesses’ case studies (for Thais)

กรณีศึกษาสำหรับธุรกิจในอเมริกาในกลุ่มคนไทย

สวัสดีคะท่านผู้อ่านที่มีความสนใจจะเป็นเจ้าของกิจการในอเมริกาในหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่ลงทุนเอง ลงทุนกับเพื่อน ลงทุนกับหุ้นส่วนต่างๆ รวมถึงการลงทุนในระหว่างครอบครัว; พ่อ แม่ พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา หลาน เหลน โหลน ปู่ ย่า ตา ยาย (ประทานโทษถ้าพูดมาไม่ครบ).

วันนี้จะมาเล่าโดยไม่เอ่ยชื่อเสียงเรียงนามใคร ๆ รัฐไหนนะคะ แต่สิ่งที่เล่านั้น รับฟังมาจากเจ้าตัวผู้ประสบเหตุและอยากจะเล่าต่อ เพื่อจะได้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนรุ่น ๆต่อไป  จะได้ไม่ต้องเสียเงินสะสม เงินออม ที่มีมาตลอดชีวิต ไปกับ ความฝันในอเมริกานะคะ.

เคสพี่ลงทุนกับน้อง

น้องอยู่ประจำที่อเมริกา  มีหน้าที่การงานมั่นคงมีการศึกษา  น้องรู้ระเบียบกฏหมาย การจ้างงาน และรู้ดีมากถึงระบบการจ่ายเงินสด ของพนักงานที่มีใบอนุญาตทำงานถูกต้อง แต่ไม่อยากเข้าระบบ แต่ร้านขาดทุนทำงาน จำเป็นต้องจ่าย เงินออก  เงินสดรับจากลูกค้าก็น้อยมากแทบจะไม่พอ  ก็ต้องทำเงินเดือนจ่ายเจ้าของร้านและเอาเงินนั้นมาจ่ายพนักงานเงินสด  สาเหตุหลักคือน้องสาวจะรู้จุดนี้ และจะเก็บเงินสดแยกไว้ เพื่อที่ไว้จ่ายกลุ่มนั้น.

ต่อมาพี่สาวเจ้าของเงิน มาอเมริกา หวังว่าจะมาเปลี่ยนวีซ่าลงทุน แต่ไม่ทัน ช่วงอยู่ ได้ หกเดือน ก็บริหารร้าน และก็เกิดการสงสัยน้องโกง กรูแหง  และก็มีกลุ่มคนไทยที่นี่ คอยเสี้ยมสารพัด ฟังสารพัด  จนน้องกลายเป็นคนเลว  (คาดว่าคนไทยคงเห็นน้องเก็บเงินสดตลอด แต่ไม่รู้ว่าเก็บไว้สำหรับจ่ายพวกคุณๆ นะแหละ)  ไปฟ้องคนพี่ พี่ฉุนมาก ตัดพี่ตัดน้อง สารพัด  คนเป็นน้อง เนื้อไม่ได้กิน กระดูไม่ได้รอง  มีชื่อในกิจการทุกอย่าง เอาละหว่า ตูจะออกมาทำไงเนี่ย ไปหาทนาย ร่างจดหมายลาออกหมดจากบริษัทก็หมดไปเกือบ หมื่นเหรียญ  นี่นะบทเรียนราคาหมื่น  แถม ไม่มองหน้าพี่น้องกันอีก

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การบริหารงานต้องชัดเจน และต้องเปิดอกคุยกัน ฟังความข้างเดียวไม่ดี  เสียกันไปหมด

พี่ลงทุนกับน้องที่อเมริกา พี่อีกคนอยู่ไทย พี่อีกคนอยู่อเมริกา 

พี่คนเจ้าของเงินมากสุดอยู่ไทย น้องคนที่บริหารลงแรง  พี่อีกคน แม่บ้าน ดูแลสามี  เรื่องของเรื่องคือ ร้านร่ำรวย ขยายกิจการ แต่พี่สาวที่ไทย ไม่ได้เงินเลย เจ้าของเงิน  พี่สาวแม่บ้านก็ไม่ได้เงินเลย นั่นก็เจ้าของเงิน  เกือบหย่ากับสามี เพราะว่ารักน้องมากถึงมากที่สุด  พี่คนโตจะขอวีซ่าลงทุน เอกสารต่างๆ ของกิจการก็ไม่มีให้พี่สาว  (เดาว่าระบบเงินสดล้วน ๆ เอามาปรุงเลย)  พอพี่สาวขอหลักฐานการขาย ต่าง ๆไม่มีประการเดียว  เพื่อตัดปัญหาพี่สาวที่อเมริกา ขอขายหุ้นให้น้องจัดการหมด  หรือซื้อหุ้นน้อง นับมูลค่าพอสมควรแบบพี่น้อง ไม่มีทุนที่จะจ่าย 

เรื่องจบลง(ไม่แน่ใจ) รู้แต่ล่าสุด พี่สาวตัดสินใจเดินออกมา ไม่น่าจะได้อะไรเลย 

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า พี่น้องกันก็เถอะ เงินไม่เข้าใครออกใครสาไปหมด

กรณีนักลงทุนกับคนทำอาหาร

ฟังมาจากเจ้าตัวนักลงทุนเลย   ลงทุนไปเยอะแยะหมดไปแสนกว่า  เนื่องจากตัวเองไม่มีทักษะ  เลยอาศัยความสามารถเชฟใหญ่  เอาละหว่า ต้นทุนอาหารก็สูงมาก ควบคุมอะไรไม่ได้เลย  พูดไรมากไม่ได้ เดี๋ยวเชฟใหญ่ลาออก  นักลงทุนมีแต่จะเข้าเนื้อตลอดเพราะค่าเช่าแพง  (ตัวเองรวยด้วยคาดว่า)  ตัดสินใจ กลับไทยไปเลย เงินก็ไม่ได้คืนไร  ร้านก็คงให้เชฟใหญ่  ลืมเตือนนางให้ถอนชื่อออกให้หมด  ไม่งั้นเกิดเชฟใหญ่ ไปสร้างนี้ อยู่ไทยก็ถูกตาม แถมกลับเข้ามาไม่ได้อีก ถ้าเจอจะเตือนอีกรอบ

นักลงทุนกับหุ้นส่วนอเมริกัน

ฟังมาแต่จากนักลงทุน  ไม่ได้ฟังมาอีกฝ่ายนะคะ    กรณีนี้คือ นักลงทุน ทำงานแก็บออม สร้างตัวมาหวังว่าจะมาประสบความสำเร็จ รวยที่อเมริกา หรือได้ประสบการณ์ที่ดี  อยากเห็นงบการเงิน ผลกำไรขาดทุนร้าน อยากดูยอดขาย ร้านถึงไหน จ่ายไรไปบ้าง  ไม่เห็นฮะ  ถามผู้ร่วมหุ้นก็ไม่มีมีเอกสารอะไรให้ดูเลย  เขาเดาว่า คงใช้บัตรเครดิตของร้านใช้จ่ายส่วนตัวสารพัด อย่าง จนร้านไม่มีเงิน มีเท่าไรไปจ่ายหนี้กันไปหมด  จะได้ส่วนแบ่งผลกำไร นี่เหมือนฝันกลางวัน   เศร้าจับใจ คิดมาก เก็บเงินมาจะหมดไปแบบนี้รึ  จนสุดท้ายตัดสินใจขายหุ้นคืนกลับไทยแบบละมุนละไม  ไม่รู้ว่าจะได้กี่เหรียญขายหุ้นคืน

ลงทุนกับเพื่อน

มีสัญญาเรียบร้อย ดันเป็นภาษาไทยอีก  เพื่อนมีเครดิตดี  ลงเงินด้วย แต่ไม่มาทำงานที่ร้าน คนทำงานที่ร้าน ก็ลงทุนเท่ากัน  แต่ไม่ได้เงินเดือนฮะ  ผลกำไรแบ่งครึง  เอ ไมใช่สิ คนที่ไม่มาทำงานจะขอ 70 เปอรเซ็น เพราะฉันเซ็นสัญญาเช่า เอาละหว่า ตัวเองลงทุนเท่ากัน อีกคนทำงานไม่ได้เงินเดือน แต่ไม่ได้เซ็นสัญญาเช่า เครดิตไม่ดี  ไม่ไหว (ใครไหวก็บ้าแล้ว ทำไปไม่ได้อะไร)  เลยขอถอนหุ้น เอาเงินคืน   ไม่ให้ค้า  บอกว่าฉันเซ็นสัญญาเช่า อยากได้ฟ้องเอา  ดู ๆ แล้ว ฟ้อง ไป ค่าทนายคงจะหมดไปพอดีกับเงินที่จะได้คืน   ไม่ได้ข้อสรุป  แต่คิดว่าคงจะลาจากกันละฉะนี้

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  สัญญาระหว่างกัน ต้องให้ทนายเป็นคนร่าง และทำตามความยุติธรรมต้องมีนะคะ

ลงทุนกับคนธรรมะธรรมโม

เรื่องมีอยู่ว่า ทั้งคู่รู้จักกันผ่านเพื่อน เพื่อนคนที่ทำงาน ไม่มีทุน  คนมีทุน มีงานประจำ  เห็นว่าเขาเป็นคนมีชื่อเสียงจิตใจงดงามตามศาสนา เข้าวัดเข้าวา  จึงถอนเงิน รีไทมเม้นมาให้เกือบหมด จริง ๆ  (ตอนนี้คงสร้างใหม่อยู่ เพราะเงินก้อนที่ให้ไปก็เกือบหมดตัว)  คนลงทุนไม่ได้ทำงานก็อยากแบ่งผลกำไร  คนทำงาน ก็ได้เงินเดือนกินอยู่ที่ร้าน   ทำมาได้เกือบสองปี ถามหากำไรไม่เคยมี  กลายเป็นว่าคนทำร้าน เลย เอาเงินต้นคืนไปละกัน  (สงสัยเอาเงินต้นจากไหนมาคืนนักลงทุน ถ้าร้านไม่มีกำไร แอบบ งง ถ้าบอกว่าได้ค่าแรงก็ไม่ใช่ เพราะบอกว่าไม่ได้รับค่าแรง สงสัยเข้าไปอีก )  กำไรแบ่งครึ่ง คนหนึ่งลงทุน คหนึ่งลงแรง

สุดท้าย ท้ายสุด ต้องพยายามทุกวิธีทางอย่างน้อยได้เงินต้นคืน  (คงได้มังคะ เห็นเงียบๆ ไป ) ก็ดีกว่าสูญสิ้นไปหมด

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคนธรรมะธรรมโม

ให้คนมีชื่อเสียงใช้ชื่อตัวเองในการจดทะเบียนธุรกิจ

สาเหตุจริง ๆ คืออะไรก็ไม่ทราบ  ไปลงทุนร่วมกับคนมีชื่อ แล้วใช้เฉพาะชื่อตัวเองในการจดทะเบียน  ในการลงทุนนั้น สามารถเพิ่มชื่อประธาน รองประธาน ได้สารพัด กรรมการ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวเลย  (คาดว่าคงไม่ทราบกันในจุดนี้)   ถึงได้ให้ใช้ชื่อ และลงทุนร่วมกัน  ต่อมาอีกฝ่ายเดินออกมาและยกกิจการให้อีกฝ่าย  คนเดินออกมา  ดัน ไม่ได้ถอนชื่อตัวเองออกจากการเป็นผู้ก่อตั้ง งานนี้ละสิ  หนี้ตามมาเยอะแยะ กิจการก็ปิดไป  ลืมไปว่า หนี้นะโอนกันไม่ได้ระหว่างกรรมการ เสตทจะตามล่าทุกคนที่มีชื่อด้วย  แม้ว่าจะร้างรามาแล้ว  พอตามคนที่เหลือไม่จ่าย ก็จะตามคนที่จ่ายได้    ขนาดมีการเจรจากับเสตท ขอแบ่งหนี้เป็นสามส่วนแล้ว จ่ายส่วนตัวเองแล้ว  อีกสองคนไม่จ่าย  เสตทยังมาตามตื้อ ให้อีกฝ่ายจายอีก  ไม่เคยจบสิ้น นี่คือจดทะเบียนในรูปบริษัทนะคะ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แม้ว่าจะทำธุรกิจในรุปกิจการ ถ้ามีการค้างภาษีอากร ทางรัฐบาลจะตามไปยังกรรมการผู้มีอำนาจทุกรายโดยไมม่มีข้อยกเว้น

สงสาร โรบินฮู๊ด เลยช่วยทำร้าน

เนื่องจากโรบินเคยทำงานในร้านขยันขันแข็งแรง จิตใจดี ไว้ใจมือขวาของนาย  ต่อมานายไม่ไหว ขอเลิกทำกิจการให้ ลูกน้องสารต่อ แต่คงไว้ชื่อนาย  นายใจดี น่ารักคาดว่า   ต่อมา เสตททวงหนี้ไปยังนาย บอกว่า ยูไม่จ่ายภาษีนะ เดือนโน่นนี่นั่น  เอาละหว่าไหน ลูกน้องตูจะจ่ายว่ะ  ทำไมผิดคำพูด  ค่าร้านก็ยังให้ผ่อน แถมผ่อนไม่หมดอีก  ทำไงได้ ชื่อเป็นเจ้าของกิจการ เลี่ยงไม่ได้ ต้องขอผ่อนจ่ายกับเสตทไป ค่าภาษีขายด้วย  ทำได้ไงน้อ ขายของไม่จ่ายภาษีขายให้กับเสตท ถุกประเมินด้วย คือไม่ได้ยื่นแบบแล้วเสตทใช้สถติติเดือนผ่านมาประเมิน กรรมจริงๆ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การช่วยเหลือมีน้ำใจนั้นดีมาก แต่ควรจะห่างๆ กับรัฐบาล ทั้งท้องถิ่นและ กรมสรรพากรอเมริกา  เพราะหนี้สินเหล่านี้ ประนีประนอมยากมาก และหนีก็ไม่ได้ต้องจ่ายไปให้หมด.

จบแค่นี้ก่อนยังมีอีกเยอะ เขียนช่วงทำงาน(อู้นะแหละ)

Disclaimer: คำเตือนสำหรับผู้อ่าน

จงใช้วิจารณาณในการอ่าน เรื่องที่เล่าอาจจะขึ้นจริง หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้  ไม่ได้ระบุชื่อ นาม และเจาะจงว่าต้องเป็นบุคคลใด รัฐไหนทั้งนั้น

**ดิฉันไม่ใช่ทนายค่ะ บทความนี้ทำเพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกฏหมายภาษีอากรและเกี่ยวกับการลงทุนเท่านั้น.**

Posted in: Investment.
Last Modified: February 17, 2019